
หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย ทำให้ความกังวลต่อการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงกลับมาใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก การคลี่คลายของสงครามถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ โดยช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังความผันผวนของราคาพลังงานที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ในระยะต่อไป
เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569 ได้มีการประชุมทบทวนสินค้าและบริการควบคุมรวมถึงการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
หมวดกระดาษและผลิตภัณฑ์ (3 รายการ)
หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (27 รายการ)
หมวดพลังงาน (3 รายการ)
หมวดวัสดุก่อสร้าง (10 รายการ)
หมวดสินค้าอุปโภค (5 รายการ)
หมวดเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (7 รายการ)
หมวดบริการควบคุม (5 รายการ)
ทั้งนี้ในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท โดยสินค้าที่มีการปรับเพิ่มมาตรการ ประกอบด้วย
1. สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย
3. สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่
4. สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและ จัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศ